การทดสอบฉนวนบุชชิ่งแรงสูง (Bushing Tan Delta & Capacitance Test)
High Voltage Transformer Bushing Insulation Testing (Tan Delta)
📌 สรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)
การวัดค่าความสูญเสียทางไฟฟ้า Tan Delta ของบุชชิ่งแรงสูงเพื่อป้องกันการระเบิดแฟลชโอเวอร์ที่ขั้วหม้อแปลง
1. บุชชิ่งแรงสูง: จุดเล็กที่ล้มเหลวแล้วเสียหายใหญ่
บุชชิ่ง (Bushing) คืออุปกรณ์นำตัวนำแรงสูงทะลุผ่านฝาถังหม้อแปลงโดยไม่ให้เกิดวาบไฟลงถัง บุชชิ่งแรงสูงสมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นแบบคาปาซิทีฟเกรด (Condenser Bushing) ที่พันชั้นกระดาษชุบน้ำมัน (Oil-Impregnated Paper: OIP) หรือกระดาษชุบเรซิน (Resin-Impregnated Paper: RIP) สลับกับแผ่นฟอยล์นำไฟฟ้าหลายสิบชั้น เพื่อกระจายสนามไฟฟ้าให้สม่ำเสมอตลอดความยาว การออกแบบนี้ทำให้บุชชิ่งมีพฤติกรรมเป็นตัวเก็บประจุอนุกรมหลายตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทดสอบวินิจฉัยด้วยการวัดค่าคาปาซิแทนซ์
สถิติอุตสาหกรรมไฟฟ้าจัดให้บุชชิ่งเป็นสาเหตุความล้มเหลวรุนแรงอันดับต้นๆ ของหม้อแปลงกำลัง และที่น่ากังวลคือความล้มเหลวของบุชชิ่งมักจบแบบรุนแรง เพราะเมื่อชั้นฉนวนภายในเจาะทะลุต่อเนื่องกันจนถึงจุดวิกฤต จะเกิดวาบไฟภายในทันที พลังงานลัดวงจรอาจทำให้ตัวบุชชิ่งระเบิด กระเบื้องเซรามิกกระจายเป็นสะเก็ด และจุดไฟไหม้น้ำมันหม้อแปลงตามมา การตรวจสภาพฉนวนบุชชิ่งเชิงป้องกันจึงเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนด้านความปลอดภัยสูงที่สุดงานหนึ่งของการบำรุงรักษาสถานีไฟฟ้า
2. หลักการทดสอบ Tan Delta และคาปาซิแทนซ์
การทดสอบแทนเดลต้า (Tan Delta หรือ Dissipation Factor) วัดสัดส่วนพลังงานที่สูญเสียในเนื้อฉนวนเมื่อจ่ายแรงดันกระแสสลับ ฉนวนอุดมคติมีพฤติกรรมเป็นตัวเก็บประจุบริสุทธิ์ที่กระแสนำหน้าแรงดัน 90 องศาพอดี แต่ฉนวนจริงที่มีความชื้นหรือเสื่อมสภาพจะมีกระแสรั่วเชิงความต้านทานปนอยู่ ทำให้มุมคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย ค่าแทนเจนต์ของมุมคลาดเคลื่อนนี้คือค่า Tan Delta ที่สะท้อนคุณภาพเนื้อฉนวนโดยรวม ยิ่งสูงแปลว่าฉนวนสูญเสียพลังงานมากและเสื่อมมาก
การวัดใช้จุดต่อทดสอบ (Test Tap) ที่ผู้ผลิตเตรียมไว้ที่หน้าแปลนบุชชิ่ง ซึ่งต่อกับฟอยล์ชั้นนอกสุดของชุดคาปาซิเตอร์ ทำให้วัดค่า C1 (คาปาซิแทนซ์ระหว่างตัวนำกลางถึงชั้นฟอยล์วัด) ได้โดยตรง ค่าคาปาซิแทนซ์ C1 ที่เพิ่มขึ้นจากค่าบนแผ่นป้ายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมาก เพราะการเจาะทะลุของชั้นฉนวนแต่ละชั้นจะทำให้คาปาซิเตอร์อนุกรมหายไปหนึ่งตัวและค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็นขั้น แนวปฏิบัติที่ยึดถือกันกว้างขวางตามแนวทาง IEEE C57.19.01 และคำแนะนำผู้ผลิตคือ ค่า C1 เพิ่มขึ้นในระดับไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด และหากเพิ่มถึงระดับที่สะท้อนการทะลุหลายชั้นควรปลดบุชชิ่งออกจากการใช้งานทันที
- Tan Delta สูงขึ้น = เนื้อฉนวนโดยรวมเสื่อม/มีความชื้น
- C1 เพิ่มเป็นขั้น = ชั้นฉนวนภายในเจาะทะลุทีละชั้น อันตรายกว่า Tan Delta สูง
- วัดผ่าน Test Tap ที่หน้าแปลนบุชชิ่ง เทียบกับค่าบนแผ่นป้ายเสมอ
- แนวทางอ้างอิง: IEEE C57.19.01 และคำแนะนำผู้ผลิตบุชชิ่ง
3. ขั้นตอนทดสอบภาคสนามและปัจจัยที่รบกวนผล
การทดสอบทำขณะดับไฟและปลดสายตัวนำออกจากขั้วบุชชิ่ง ต่อชุดทดสอบแรงดันสูง (โดยทั่วไปที่ 10 kV) เข้าที่ขั้วบน และวัดสัญญาณผ่าน Test Tap ในโหมด UST (Ungrounded Specimen Test) เพื่อแยกวัดเฉพาะฉนวน C1 โดยไม่รวมเส้นทางรั่วอื่น ก่อนวัดต้องทำความสะอาดผิวกระเบื้องบุชชิ่งให้แห้งสะอาด เพราะคราบสกปรกและความชื้นผิวสร้างกระแสรั่วภายนอกที่ทำให้ค่าเพี้ยนสูงทั้งที่ฉนวนภายในปกติ และต้องปิดฝาครอบ Test Tap กลับให้แน่นทุกครั้งหลังทดสอบ เพราะ Test Tap ที่เปิดค้างหรือหลวมจะเกิดอาร์คและทำลายบุชชิ่งเองได้
ปัจจัยรบกวนสำคัญที่สุดคืออุณหภูมิและความชื้นอากาศ ค่า Tan Delta ของฉนวน OIP แปรตามอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ การเทียบผลข้ามปีจึงต้องบันทึกอุณหภูมิขณะวัดและปรับแก้เป็นฐาน 20 องศาเซลเซียสตามตารางของผู้ผลิต หลีกเลี่ยงการทดสอบในวันความชื้นสัมพัทธ์สูงมากหรือมีหมอกน้ำค้าง สนามไฟฟ้ารบกวนจากบัสบาร์ข้างเคียงที่ยังจ่ายไฟในสถานีก็ทำให้ผลแกว่งได้ เครื่องทดสอบสมัยใหม่จึงมีโหมดกรองสัญญาณรบกวนความถี่ระบบซึ่งควรเปิดใช้เมื่อทดสอบในสถานีที่มีอุปกรณ์ข้างเคียงจ่ายไฟอยู่
4. การแปลแนวโน้มผลและการตัดสินใจเปลี่ยนบุชชิ่ง
หลักการแปลผลที่สำคัญที่สุดคือแนวโน้มสำคัญกว่าค่าสัมบูรณ์ บุชชิ่งที่ค่า Tan Delta คงที่ปีต่อปีแม้จะสูงกว่าเพื่อนเล็กน้อยมักปลอดภัยกว่าบุชชิ่งที่ค่ากำลังไต่ขึ้นต่อเนื่อง การเทียบควรทำสามแกนพร้อมกัน คือเทียบกับค่าจากโรงงาน เทียบกับผลปีก่อนของตัวเอง และเทียบกับบุชชิ่งรุ่นเดียวกันเฟสอื่นบนหม้อแปลงเดียวกันซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ความแตกต่างที่โดดออกมาจากกลุ่มคือสัญญาณที่หนักแน่นกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง
เมื่อผลบ่งชี้การเสื่อมชัดเจน โดยเฉพาะค่า C1 เพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได อย่ารอรอบทดสอบหน้า ให้เพิ่มความถี่เฝ้าระวังทันทีหรือปลดออกจากการใช้งานตามระดับความรุนแรง เพราะบุชชิ่งที่ชั้นฉนวนเริ่มทะลุสามารถลุกลามถึงจุดวิกฤตได้ในเวลาไม่นาน สำหรับสถานีสำคัญ การเฝ้าระวังออนไลน์ (Online Bushing Monitoring) ที่วัดกระแสรั่วผ่าน Test Tap ต่อเนื่องและเทียบสมดุลสามเฟสเป็นทางเลือกที่ตัดจุดบอดระหว่างรอบทดสอบออกไป และแนวปฏิบัติที่ดีคือสำรองบุชชิ่งอะไหล่ตามพิกัดที่ใช้งานไว้ เพราะบุชชิ่งแรงสูงมักมีระยะเวลาสั่งผลิตยาว การรออะไหล่คือช่วงเวลาที่หม้อแปลงทั้งเครื่องจ่ายไฟไม่ได้
ต้องการคำปรึกษาทางวิศวกรรมเกี่ยวกับ Transformer?
ทีมวิศวกร WIN TECH SERVICE ยินดีให้บริการสำรวจหน้างาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และจัดทำรายงานรับรองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง






