การคำนวณแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัส (Step & Touch Voltage) ในสถานีไฟฟ้าย่อยตาม IEEE 80
Substation Step and Touch Potential Safety Calculations (IEEE 80 Standard)
📌 สรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)
หลักวิศวกรรมการออกแบบตาข่ายสายดินใต้ดินและชั้นหินกรวดในสถานีไฟฟ้าแรงสูง ป้องกันอันตรายไฟช็อตเมื่อเกิดไฟลงดินหนัก
1. อันตรายจากแรงดันช่วงก้าวและแรงดันสัมผัสในสถานีไฟฟ้า
เมื่อเกิดฟอลต์ลงดินในสถานีไฟฟ้าแรงสูง กระแสฟอลต์ขนาดหลายกิโลแอมแปร์จะไหลลงสู่ตาข่ายสายดิน (Ground Grid) และกระจายออกสู่ดินโดยรอบ ทำให้ศักย์ไฟฟ้าที่ผิวดินยกตัวสูงขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่ง เกิดเป็นแรงดันช่วงก้าว (Step Voltage) ระหว่างเท้าทั้งสองข้างของผู้ที่ยืนอยู่ และแรงดันสัมผัส (Touch Voltage) ระหว่างมือที่จับโครงสร้างโลหะกับเท้าที่ยืนบนพื้น แรงดันเหล่านี้ขับกระแสผ่านร่างกายมนุษย์ ซึ่งหากเกินขีดจำกัดที่หัวใจทนได้ จะทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Ventricular Fibrillation) และเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
มาตรฐาน IEEE Std 80 (IEEE Guide for Safety in AC Substation Grounding) เป็นแนวทางสากลที่ใช้คำนวณขีดจำกัดแรงดันที่ปลอดภัย โดยพิจารณาน้ำหนักตัวมนุษย์ (เกณฑ์ 50 กิโลกรัม หรือ 70 กิโลกรัม) ระยะเวลาที่กระแสฟอลต์ไหลก่อนระบบป้องกันปลดวงจร และความต้านทานจำเพาะของชั้นผิวดิน หลักการสำคัญคือแรงดันสัมผัสและแรงดันช่วงก้าวที่เกิดขึ้นจริงจากการออกแบบตาข่าย ต้องต่ำกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายทนได้ (Tolerable Limits) ในทุกตำแหน่งภายในและรอบรั้วสถานี
2. พารามิเตอร์การออกแบบตาม IEEE 80
การคำนวณเริ่มจากการสำรวจความต้านทานจำเพาะของดิน (Soil Resistivity) ด้วยวิธี Wenner Four-Pin หลายแนวและหลายระยะ เพื่อสร้างแบบจำลองดินแบบสองชั้น (Two-Layer Soil Model) จากนั้นกำหนดกระแสฟอลต์ลงกริดสูงสุด (Maximum Grid Current) โดยคูณกระแสฟอลต์กับตัวประกอบการแบ่งกระแส (Split Factor) และตัวประกอบการลดทอน (Decrement Factor) ที่สะท้อนองค์ประกอบกระแสตรงชั่วครู่ แล้วจึงคำนวณแรงดันตาข่าย (Mesh Voltage) และแรงดันช่วงก้าวจากรูปทรงตาข่าย ความลึกการฝัง ขนาดตัวนำ และจำนวนแท่งหลักดิน
ชั้นหินกรวดผิวดิน (Crushed Rock Surface Layer) ความหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีบทบาทสำคัญมาก เพราะหินกรวดมีความต้านทานจำเพาะสูง ช่วยเพิ่มความต้านทานที่เท้าสัมผัสพื้น จึงยกขีดจำกัดแรงดันที่ทนได้ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านตัวประกอบลดทอนชั้นผิว (Surface Layer Derating Factor, Cs) นอกจากนี้ขนาดตัวนำตาข่ายต้องตรวจสอบความทนกระแสฟอลต์เชิงความร้อนตามเวลาปลดวงจร และเผื่อการกัดกร่อนตลอดอายุใช้งานของสถานีด้วย
- สำรวจ Soil Resistivity ด้วยวิธี Wenner หลายแนวเพื่อสร้างแบบจำลองดินสองชั้น
- คำนวณ Maximum Grid Current ด้วย Split Factor และ Decrement Factor
- เปรียบเทียบ Mesh Voltage และ Step Voltage กับขีดจำกัดที่ร่างกายทนได้
- ใช้ชั้นหินกรวดหนา 10-15 ซม. เพื่อยกขีดจำกัดแรงดันปลอดภัย
- ตรวจสอบขนาดตัวนำเชิงความร้อนตามเวลาปลดวงจรของระบบป้องกัน
3. การทดสอบภาคสนามยืนยันผลการออกแบบ
หลังก่อสร้างตาข่ายสายดินแล้วเสร็จ ต้องทดสอบยืนยันว่าผลจริงสอดคล้องกับการคำนวณ วิธีมาตรฐานคือการวัดอิมพีแดนซ์กริด (Grid Impedance) ด้วยวิธี Fall-of-Potential ระยะไกล โดยวางแนวทดสอบยาวหลายเท่าของเส้นทแยงมุมกริด เพื่อให้พ้นเขตอิทธิพลของตาข่ายขนาดใหญ่ ส่วนการวัดแรงดันสัมผัสและแรงดันช่วงก้าวจริง ใช้วิธีฉีดกระแสทดสอบ (Current Injection Test) ระหว่างกริดกับหลักดินระยะไกล แล้ววัดแรงดันที่จุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น โครงเหล็ก ประตูรั้ว และมุมสถานี จากนั้นเทียบบัญญัติไตรยางศ์ขึ้นไปที่ระดับกระแสฟอลต์จริง
จุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือบริเวณรั้วสถานี เพราะบุคคลภายนอกสามารถสัมผัสรั้วได้ขณะยืนบนดินนอกเขตกริด รวมถึงจุดที่ท่อโลหะ รางเคเบิล หรือรางรถไฟตัดผ่านแนวรั้วซึ่งอาจพาศักย์ไฟฟ้าออกไปนอกสถานี (Transferred Potential) ผลการทดสอบทั้งหมดควรจัดทำเป็นรายงานฐานข้อมูล (Baseline) เพื่อใช้เปรียบเทียบในการทดสอบซ้ำเป็นระยะตลอดอายุสถานี
4. ปัจจัยเสื่อมสภาพและแนวทางเฝ้าระวัง
ตาข่ายสายดินเสื่อมสภาพได้ตามเวลาโดยมองไม่เห็นจากผิวดิน สาเหตุหลักคือการกัดกร่อนของตัวนำทองแดงหรือจุดต่อในดินที่มีความเป็นกรดหรือมีกระแสรบกวนจากระบบป้องกันแคโทดิกข้างเคียง การขุดเจาะงานโยธาภายในสถานีที่ตัดตัวนำโดยไม่รู้ตัว และการขยายสถานีที่เพิ่มกระแสฟอลต์เกินค่าที่เคยออกแบบไว้ นอกจากนี้ชั้นหินกรวดผิวดินมักถูกดินและวัชพืชแทรกปนจนคุณสมบัติความเป็นฉนวนที่ผิวลดลงจากตอนก่อสร้างใหม่
แนวทางเฝ้าระวังที่ดีคือการทดสอบอิมพีแดนซ์กริดซ้ำตามรอบที่กำหนดและทุกครั้งที่มีการขยายระบบ เปรียบเทียบกับค่า Baseline เดิม ตรวจสภาพจุดต่อที่ขุดเปิดได้แบบสุ่ม ดูแลชั้นหินกรวดให้สะอาดและได้ความหนาตามแบบ และทบทวนการคำนวณ IEEE 80 ใหม่ทุกครั้งที่ระดับกระแสลัดวงจรของระบบสูงขึ้นจากการเพิ่มหม้อแปลงหรือการเชื่อมโยงโครงข่าย เพราะการออกแบบที่เคยปลอดภัยในอดีต อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเมื่อระบบไฟฟ้าโดยรอบเปลี่ยนไป
ต้องการคำปรึกษาทางวิศวกรรมเกี่ยวกับ Safety & Grounding?
ทีมวิศวกร WIN TECH SERVICE ยินดีให้บริการสำรวจหน้างาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และจัดทำรายงานรับรองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง






