การทดสอบสายไฟแรงสูงด้วยแรงดันความถี่ต่ำ Very Low Frequency (VLF Hipot) & Partial Discharge
VLF Cable Testing & Partial Discharge Diagnostic on HV Cables
📌 สรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)
ทำไมการทดสอบสายไฟแรงสูง XLPE ด้วย VLF (0.1Hz) จึงไม่ทำลายโครงสร้างฉนวนสายและให้ผลแม่นยำกว่า DC Hipot
1. ทำไมต้องทดสอบสายเคเบิลแรงสูงด้วย VLF แทน DC Hipot
สายเคเบิลใต้ดินฉนวน XLPE เป็นเส้นเลือดหลักของระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงสมัยใหม่ แต่จุดอ่อนสำคัญคือความบกพร่องภายในฉนวน เช่น โพรงอากาศ (void) รอยบาดจากการติดตั้ง และหัวต่อสายที่ทำไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะพัฒนาเป็น water tree และ electrical tree จนฉนวนทะลุในที่สุด การทดสอบด้วยแรงดันสูงหลังติดตั้งและตามรอบบำรุงรักษาจึงจำเป็นเพื่อค้นหาจุดอ่อนเหล่านี้ก่อนเกิดความเสียหายขณะจ่ายไฟจริง
งานวิจัยและประสบการณ์ภาคสนามจำนวนมากพบว่าการทดสอบสาย XLPE ด้วยแรงดันกระแสตรง (DC Hipot) อาจทิ้งประจุค้าง (space charge) สะสมในเนื้อฉนวน ซึ่งเมื่อจ่ายไฟกระแสสลับกลับเข้าไปประจุค้างจะเสริมสนามไฟฟ้าเฉพาะจุดจนเร่งให้ฉนวนเสียหายเร็วขึ้น การทดสอบด้วยแรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำมาก (Very Low Frequency: VLF) ที่ 0.1 Hz จึงกลายเป็นวิธีมาตรฐานแทน เพราะให้ความเครียดทางไฟฟ้าใกล้เคียงสภาพใช้งานจริงโดยใช้เครื่องทดสอบขนาดเล็กพอที่จะยกไปหน้างานได้
2. มาตรฐานการทดสอบและระดับแรงดันที่ใช้
มาตรฐานหลักของการทดสอบ VLF คือ IEEE 400.2 ซึ่งกำหนดระดับแรงดันทดสอบเป็นจำนวนเท่าของแรงดันใช้งานเฟสต่อดิน (Uo) แยกตามประเภทงาน เช่น การทดสอบรับมอบสายใหม่ (acceptance) ใช้แรงดันสูงกว่าการทดสอบสายที่ใช้งานแล้ว (maintenance) และกำหนดระยะเวลาจ่ายแรงดันโดยทั่วไปที่ 15–60 นาที ส่วนภาพรวมของการทดสอบสายเคเบิลภาคสนามทั้งหมดอ้างอิง IEEE 400 และการทดสอบสายตามการผลิตอ้างอิงอนุกรม IEC 60502
ก่อนทดสอบต้องยืนยันพิกัดฉนวนของสาย หัวต่อ และหัวเคเบิล (termination) ให้รองรับแรงดันทดสอบได้ และเลือกโหมดการทดสอบให้เหมาะสม โดย VLF withstand เป็นการทดสอบแบบผ่าน/ไม่ผ่าน ในขณะที่การทดสอบวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การวัด tan delta และการวัดดิสชาร์จบางส่วน (PD mapping) ระหว่างจ่ายแรงดัน VLF จะให้ข้อมูลสภาพฉนวนเชิงปริมาณที่ใช้วางแผนเปลี่ยนสายล่วงหน้าได้
- IEEE 400.2 — มาตรฐานการทดสอบ VLF โดยตรง
- แรงดันทดสอบกำหนดเป็นจำนวนเท่าของ Uo แยกตาม acceptance / maintenance
- ระยะเวลาทดสอบทั่วไป 15–60 นาที
- เสริมการวินิจฉัยด้วย tan delta และ PD ระหว่างทดสอบได้
3. ขั้นตอนปฏิบัติการทดสอบ VLF ภาคสนาม
เริ่มจากปลดสายออกจากระบบทั้งสองปลาย ต่อลงดินเพื่อคายประจุ และกั้นเขตปลอดภัยบริเวณปลายสายฝั่งไกลซึ่งจะมีแรงดันทดสอบปรากฏเช่นกัน ทำความสะอาดหัวเคเบิลเพื่อลดกระแสรั่วผิว จากนั้นวัดความต้านทานฉนวนด้วยเมกโอห์มมิเตอร์เป็นการคัดกรองเบื้องต้น หากค่าต่ำผิดปกติควรหาสาเหตุก่อน ไม่ควรจ่ายแรงดัน VLF เข้าไปในสายที่มีข้อบ่งชี้ว่าเสียหายรุนแรงอยู่แล้วโดยไม่จำเป็น
ต่อชุดทดสอบ VLF เข้ากับตัวนำทีละเฟสโดยให้เฟสที่เหลือและชีลด์ต่อลงดิน ปรับแรงดันขึ้นตามขั้นจนถึงค่าที่มาตรฐานกำหนด แล้วคงแรงดันไว้ตามเวลาทดสอบพร้อมเฝ้าดูกระแสรั่วตลอดเวลา หากเกิดเบรกดาวน์ระหว่างทดสอบให้ใช้เครื่องระบุตำแหน่งจุดเสีย (cable fault locator) ค้นหาตำแหน่งเพื่อซ่อมหรือตัดต่อใหม่ เมื่อทดสอบเสร็จต้องคายประจุผ่านแท่งดิสชาร์จและต่อลงดินทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่เหมาะสมก่อนแตะต้องสายทุกครั้ง
4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและข้อควรระวัง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการลืมควบคุมพื้นที่ปลายสายฝั่งไกล ซึ่งอาจอยู่คนละอาคารหรือคนละสถานี ทำให้มีความเสี่ยงต่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง อีกกรณีหนึ่งคือการทดสอบสายที่ยาวเกินความสามารถของเครื่อง VLF เนื่องจากสายยิ่งยาวยิ่งมีคาปาซิแตนซ์สูง เครื่องอาจจ่ายแรงดันไม่ถึงค่าที่กำหนดโดยผู้ทดสอบไม่รู้ตัว จึงต้องตรวจสอบพิกัดโหลดคาปาซิทีฟของเครื่องเทียบกับความยาวสายก่อนเสมอ
นอกจากนี้ควรระวังการแปลผลการทดสอบแบบ withstand เพียงอย่างเดียว เพราะสายที่ "ผ่าน" อาจยังมีจุดเสื่อมที่กำลังพัฒนาอยู่ การเก็บค่า tan delta เปรียบเทียบเป็นแนวโน้มทุกรอบทดสอบจะช่วยเห็นการเสื่อมก่อนถึงจุดวิกฤต และสำหรับสายเก่าที่ใกล้หมดอายุ ควรประเมินความเสี่ยงร่วมกับเจ้าของระบบก่อนเลือกระดับแรงดันทดสอบ เพราะการทดสอบคือการเร่งให้จุดอ่อนที่มีอยู่แล้วแสดงตัวในเวลาที่ควบคุมได้ ไม่ใช่ในเวลาที่ระบบต้องจ่ายไฟจริง
- ควบคุมพื้นที่ปลายสายฝั่งไกลทุกครั้ง
- ตรวจพิกัดโหลดคาปาซิทีฟของเครื่องเทียบกับความยาวสาย
- เก็บแนวโน้ม tan delta ทุกรอบทดสอบ
- คายประจุและต่อลงดินก่อนแตะต้องสายเสมอ
ต้องการคำปรึกษาทางวิศวกรรมเกี่ยวกับ High Voltage?
ทีมวิศวกร WIN TECH SERVICE ยินดีให้บริการสำรวจหน้างาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และจัดทำรายงานรับรองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง






