การทดสอบค่าความต้านทานดินของระบบกราวด์ด้วยวิธี Fall-of-Potential (IEEE 81)
Fall-of-Potential Method for Substation Grounding Grid Resistance Testing
📌 สรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)
ขั้นตอนการปักหมุดทดสอบค่าความต้านทานดินตามมาตรฐาน IEEE 81 เพื่อยืนยันระบบกราวด์โรงงานไม่เกิน 5 โอห์ม
1. บทบาทของระบบกราวด์และเหตุผลที่ต้องทดสอบ
ระบบต่อลงดินทำหน้าที่สามอย่างพร้อมกัน คือเป็นเส้นทางให้กระแสลัดวงจรไหลกลับเพื่อให้อุปกรณ์ป้องกันตัดวงจรได้เร็ว จำกัดแรงดันสัมผัส (Touch Voltage) และแรงดันช่วงก้าว (Step Voltage) ให้อยู่ในระดับปลอดภัยต่อคน และระบายกระแสฟ้าผ่าหรือเสิร์จลงดิน ประสิทธิภาพทั้งหมดขึ้นกับค่าความต้านทานดินของระบบ ซึ่งไม่ใช่ค่าคงที่ตลอดไป เพราะแท่งกราวด์และตัวนำใต้ดินผุกร่อน จุดต่อเสื่อม และความต้านทานจำเพาะของดิน (Soil Resistivity) เปลี่ยนตามฤดูกาลและความชื้น
ค่าที่ใช้อ้างอิงกันทั่วไปในงานโรงงานอุตสาหกรรมไทยคือความต้านทานดินไม่เกิน 5 โอห์มสำหรับระบบทั่วไป ส่วนสถานีไฟฟ้าแรงสูงต้องการค่าต่ำกว่านั้นมาก โดยทั่วไปมุ่งให้ต่ำกว่า 1 โอห์ม เพราะกระแสลัดวงจรที่สูงกว่าจะสร้างแรงดันยกของกริด (Ground Potential Rise) ที่อันตรายกว่า การทดสอบซ้ำตามรอบจึงเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันว่าระบบที่ฝังอยู่ใต้ดินและมองไม่เห็นยังทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้
2. หลักการวิธี Fall-of-Potential ตาม IEEE 81
วิธี Fall-of-Potential ตามแนวทาง IEEE 81 ใช้หลักปักหลักทดสอบสองต้นห่างจากระบบกราวด์ที่ต้องการวัด คือหลักกระแส (Current Probe, C) ปักไกลสุด และหลักแรงดัน (Potential Probe, P) ปักระหว่างกลาง เครื่องทดสอบจ่ายกระแสสลับความถี่เฉพาะระหว่างระบบกราวด์กับหลัก C แล้ววัดแรงดันระหว่างระบบกราวด์กับหลัก P ค่าความต้านทานคือแรงดันหารกระแสตามกฎของโอห์ม โดยเลื่อนหลัก P วัดหลายตำแหน่งตามแนวเส้นตรง แล้วพล็อตกราฟความต้านทานเทียบระยะทาง
กราฟที่ถูกต้องจะมีช่วงราบ (Plateau) ตรงกลาง ซึ่งค่าบนช่วงราบคือค่าความต้านทานที่แท้จริง หลักปฏิบัติที่รู้จักกันดีคือกฎ 61.8% คือหากดินสม่ำเสมอ ค่าที่ตำแหน่ง P เท่ากับ 61.8% ของระยะ C จะเป็นค่าที่ถูกต้อง เงื่อนไขสำคัญคือระยะหลัก C ต้องไกลพอ โดยทั่วไปแนะนำอย่างน้อย 4-5 เท่าของขนาดเส้นทแยงมุมของกริดกราวด์ หากปักใกล้เกินไป สนามความต้านทานของกริดกับหลัก C จะซ้อนทับกัน กราฟจะไม่มีช่วงราบและค่าที่ได้เชื่อถือไม่ได้
- ปักหลัก C ให้ไกลอย่างน้อย 4-5 เท่าของเส้นทแยงมุมกริดกราวด์
- เลื่อนหลัก P หลายตำแหน่งแล้วพล็อตกราฟหาช่วงราบ
- ใช้กฎ 61.8% ตรวจสอบความถูกต้องในดินสม่ำเสมอ
- ต้องปลดระบบกราวด์ออกจากนิวทรัลระบบไฟก่อนวัด (เฉพาะกรณีที่ทำได้อย่างปลอดภัยและได้รับอนุญาต)
- บันทึกฤดูกาลและสภาพความชื้นดินประกอบผลทุกครั้ง
3. เทคนิควัดในภาคสนามและวิธีทางเลือก
ปัญหาหน้างานที่พบบ่อยคือพื้นที่ไม่พอปักหลักให้ไกลตามทฤษฎี โดยเฉพาะโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ล้อมด้วยพื้นคอนกรีตและระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน ทางเลือกคือวิธี Slope Method ที่ใช้คณิตศาสตร์ช่วยชดเชยระยะที่จำกัด หรือการวัดแบบ Clamp-on Ground Tester ที่ใช้หลักการเหนี่ยวนำวัดผ่านห่วงคล้องโดยไม่ต้องปลดสายและไม่ต้องปักหลัก ซึ่งสะดวกมากแต่ใช้ได้เฉพาะระบบที่มีเส้นทางกราวด์ขนานหลายเส้น และวัดค่าความต้านทานรวมของลูป ไม่ใช่ค่าของกริดโดดเดี่ยว
การวัดในสถานีไฟฟ้าที่มีไฟใช้งานต้องระวังสัญญาณรบกวนจากกระแสรั่วความถี่ 50 Hz ในดิน เครื่องทดสอบคุณภาพสูงจึงใช้ความถี่ทดสอบที่ต่างจากความถี่ระบบ เช่น 128 Hz พร้อมการกรองสัญญาณ นอกจากนี้ควรวัดความต้านทานจำเพาะของดินด้วยวิธี Wenner 4-Pole ควบคู่กันไว้เป็นข้อมูลออกแบบและวิเคราะห์ และตรวจความต่อเนื่อง (Continuity) ระหว่างจุดต่อกราวด์สำคัญทั่วสถานีด้วยเครื่องวัดไมโครโอห์ม เพื่อยืนยันว่าอุปกรณ์ทุกตัวยังเชื่อมถึงกริดจริง
4. สาเหตุค่าความต้านทานดินสูงและการปรับปรุง
เมื่อค่าที่วัดได้สูงเกินเกณฑ์ สาเหตุแรกที่ควรตรวจคือความสมบูรณ์ของระบบเอง ได้แก่ จุดต่อใต้ดินผุกร่อนหรือหลุด ตัวนำถูกงานขุดเจาะภายหลังตัดขาด และแท่งกราวด์ผุจนหมดสภาพ ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่คิดในโรงงานอายุมาก ถัดมาจึงเป็นเรื่องของดินเอง เช่น ดินทรายหรือดินลูกรังที่ความต้านทานจำเพาะสูง หรือหน้าดินแห้งจัดในฤดูแล้งทำให้ค่าที่วัดฤดูแล้งสูงกว่าฤดูฝนอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางปรับปรุงเรียงจากพื้นฐานคือ ซ่อมจุดต่อและเปลี่ยนแท่งที่ผุ เพิ่มจำนวนแท่งกราวด์โดยเว้นระยะห่างระหว่างแท่งอย่างน้อยเท่าความยาวแท่งเพื่อลดผลซ้อนทับ ตอกแท่งลึกลงถึงชั้นดินชื้นถาวร ใช้สารปรับปรุงดินรอบแท่ง (Ground Enhancement Material) เช่น เบนโทไนต์ ในพื้นที่ดินความต้านทานสูง หรือขยายกริดด้วยตัวนำฝังแนวนอนเพิ่มเติม ทั้งนี้การทดสอบควรทำในฤดูแล้งซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) เพื่อให้มั่นใจว่าระบบผ่านเกณฑ์ตลอดทั้งปี
ต้องการคำปรึกษาทางวิศวกรรมเกี่ยวกับ Preventive Maintenance?
ทีมวิศวกร WIN TECH SERVICE ยินดีให้บริการสำรวจหน้างาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และจัดทำรายงานรับรองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง






