การออกแบบระบบไฟฟ้าสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าเร็ว DC Fast Charger ขนาด 60kW - 360kW
Designing DC Fast Charging Infrastructure for Commercial Facilities
📌 สรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)
หลักการจัดสรรขนาดหม้อแปลงและระบบไฟฟ้าแรงต่ำรองรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบอัดประจุเร็ว DC Fast Charger
1. หลักการจ่ายกำลังไฟฟ้าสำหรับ DC Fast Charger
เครื่องชาร์จแบบอัดประจุเร็วกระแสตรง (DC Fast Charger) ขนาด 60kW ถึง 360kW แตกต่างจากเครื่องชาร์จ AC ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะชุดแปลงกระแส (Rectifier Module) ถูกติดตั้งอยู่ภายในตู้ชาร์จแทนที่จะอยู่ในตัวรถ ทำให้ตู้ชาร์จหนึ่งตู้ดึงกระแสจากระบบไฟฟ้าแรงต่ำในระดับหลายร้อยแอมป์อย่างต่อเนื่อง การออกแบบระบบไฟฟ้าจึงต้องเริ่มจากการประเมินความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ของสถานีทั้งหมด ไม่ใช่เพียงพิกัดของตู้ชาร์จแต่ละตู้ เนื่องจากพฤติกรรมการชาร์จจริงมักเกิดการดึงกำลังพร้อมกันหลายหัวจ่ายในช่วงเวลาเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญที่วิศวกรต้องพิจารณาคือขนาดหม้อแปลงจำหน่าย (Distribution Transformer) ที่รองรับสถานี โดยทั่วไปสถานีที่มีเครื่องชาร์จ 150kW จำนวนสองเครื่องขึ้นไปมักต้องขอติดตั้งหม้อแปลงเฉพาะ (Dedicated Transformer) จากการไฟฟ้า เพื่อไม่ให้กระทบโหลดเดิมของอาคาร นอกจากนี้ต้องเผื่อค่า Diversity Factor และประสิทธิภาพของตู้ชาร์จ (โดยทั่วไปประมาณ 94-96%) ในการคำนวณกำลังไฟฟ้าด้านเข้า รวมถึงพิจารณาแรงดันตก (Voltage Drop) ตลอดแนวสายป้อนจากหม้อแปลงถึงตู้ชาร์จให้อยู่ในเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด
- ประเมิน Peak Demand จากจำนวนหัวจ่ายที่อาจทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่ผลรวมพิกัดเฉยๆ
- เผื่อประสิทธิภาพตู้ชาร์จประมาณ 94-96% ในการคำนวณกำลังด้านเข้า
- สถานีขนาดใหญ่ควรพิจารณาหม้อแปลงเฉพาะ (Dedicated Transformer)
- ควบคุมแรงดันตกจากหม้อแปลงถึงตู้ชาร์จให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
2. มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสถานีอัดประจุเร็ว
มาตรฐานหลักที่ควบคุมระบบชาร์จกระแสตรงคือ IEC 61851-23 ซึ่งกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสถานีชาร์จ DC และ IEC 61851-24 ที่ว่าด้วยการสื่อสารดิจิทัลระหว่างตู้ชาร์จกับรถยนต์ ส่วนหัวจ่ายและเต้ารับเป็นไปตามอนุกรม IEC 62196 โดยหัวจ่าย CCS Combo 2 เป็นรูปแบบที่ใช้แพร่หลายในประเทศไทย การเดินสายและอุปกรณ์ป้องกันภายในสถานีต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. รวมถึงบทที่ว่าด้วยบริภัณฑ์จ่ายไฟยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
นอกจากมาตรฐานทางเทคนิคแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้วแต่พื้นที่ ซึ่งครอบคลุมการขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ การติดตั้งหม้อแปลง และคุณภาพไฟฟ้าที่จุดเชื่อมต่อ การออกแบบโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและการจัดทำแบบ Single Line Diagram ที่ถูกต้องเป็นเอกสารพื้นฐานที่การไฟฟ้าใช้พิจารณาอนุมัติการจ่ายไฟให้สถานี
3. ขั้นตอนการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าสถานี
งานติดตั้งเริ่มจากการสำรวจหน้างานเพื่อประเมินระยะเดินสายจากหม้อแปลงหรือตู้ MDB ไปยังจุดติดตั้งตู้ชาร์จ จากนั้นคำนวณขนาดสายป้อนโดยพิจารณาทั้งพิกัดกระแสต่อเนื่อง วิธีการเดินสาย (ร้อยท่อฝังดิน รางเคเบิล หรือบัสดัก) และอุณหภูมิแวดล้อม สำหรับตู้ชาร์จ 150kW ระบบ 400V กระแสด้านเข้าอยู่ที่ประมาณ 230-240A ทำให้มักต้องใช้สายขนาดใหญ่หรือเดินสายควบ พร้อมติดตั้งเซอร์กิตเบรกเกอร์เฉพาะวงจรที่มีพิกัดตัดกระแสลัดวงจร (Icu) สอดคล้องกับค่ากระแสลัดวงจร ณ จุดติดตั้ง
งานฐานรากและงานโยธาต้องเผื่อน้ำหนักตู้ชาร์จซึ่งอาจหนักหลายร้อยกิโลกรัมถึงกว่าหนึ่งตัน รวมถึงระยะห่างเพื่อการระบายอากาศตามคู่มือผู้ผลิต เมื่อติดตั้งแล้วเสร็จต้องทดสอบก่อนจ่ายไฟ ได้แก่ การวัดความต้านทานฉนวน ความต่อเนื่องของสายดิน ลำดับเฟส และทดสอบการทำงานของระบบป้องกันไฟรั่ว จากนั้นจึงทดสอบการชาร์จจริง (Commissioning Test) กับรถยนต์หรือชุดจำลองโหลด เพื่อยืนยันการทำงานของ Insulation Monitoring และลำดับการเริ่มชาร์จตามมาตรฐานก่อนเปิดใช้งานจริง
- วัดความต้านทานฉนวนและความต่อเนื่องสายดินก่อนจ่ายไฟทุกครั้ง
- ตรวจลำดับเฟสและทดสอบระบบป้องกันไฟรั่วก่อนใช้งาน
- ทดสอบ Commissioning ด้วยรถจริงหรือชุดจำลองโหลด
- เผื่อฐานรากและระยะระบายอากาศตามคู่มือผู้ผลิต
4. ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางป้องกัน
ปัญหาที่พบบ่อยในสถานี DC Fast Charger คือการออกแบบหม้อแปลงและสายป้อนโดยไม่เผื่อการขยายในอนาคต เมื่อผู้ประกอบการต้องการเพิ่มตู้ชาร์จภายหลังจึงต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเผื่อไว้ตั้งแต่แรกมาก อีกปัญหาหนึ่งคือความร้อนสะสมในตู้ชาร์จจากการติดตั้งในจุดที่แดดส่องโดยตรงหรือระบายอากาศไม่เพียงพอ ทำให้ตู้ลดกำลังจ่ายอัตโนมัติ (Derating) และผู้ใช้ได้ความเร็วชาร์จต่ำกว่าที่โฆษณา
แนวทางป้องกันคือการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบ Modular เผื่อท่อร้อยสายและพื้นที่หม้อแปลงสำหรับเฟสถัดไป เลือกตำแหน่งติดตั้งที่มีร่มเงาหรือทำหลังคาคลุม และจัดทำแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่ครอบคลุมการทำความสะอาดแผงกรองอากาศ การตรวจขันจุดต่อสายด้วยประแจทอร์ก และการสแกนความร้อนจุดต่อสำคัญเป็นประจำ นอกจากนี้ควรตรวจสอบบันทึกเหตุการณ์ (Event Log) ของตู้ชาร์จอย่างสม่ำเสมอ เพราะความผิดปกติเล็กน้อยเช่นแรงดันไม่สมดุลมักปรากฏในบันทึกก่อนที่จะลุกลามเป็นเหตุขัดข้องใหญ่
ต้องการคำปรึกษาทางวิศวกรรมเกี่ยวกับ EV Infrastructure?
ทีมวิศวกร WIN TECH SERVICE ยินดีให้บริการสำรวจหน้างาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และจัดทำรายงานรับรองตามกฎหมายอย่างถูกต้อง






